Powered By Blogger

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาเสกใบพลู

สวัสดีครับลูกศิษย์ทุกท่าน วันนี้เป็นวันหยุดสำนักเปิดสักยันต์ดูดวงตามปกตินะครับ

วันนี้เสนอบทความเรื่อง วิชาเสกใบพลู

วิชาคงกระพันอีกอย่างหนึ่งคือการเสกใบไม้กิน การเริ่มเรียนให้เสกใบพลูก่อนใช้ใบพลูหนึ่งใบ ลำดับการทดลองและการจัดเครื่องบูชาค่าบูชาครู และอื่นๆ ทำเหมือนการเสกปูน แต่ให้ใช้ใบพลูแทนปูน ใช้คาถา " เทาะฬ่อ " อ่านว่า เทาะล่อ

>>>ขณะทำวิชาคงกระพันธ์ทุกชนิดต้องทำใจกล้าหาญ<<<

วิธีการเสกใบพลู
เชื่อมั่นในตนเองและคำสอนที่กล่าวไว้ น้อมใจเคารพคุณพระทั้ง ๕ อันได้แก่ พระพุท พระธรรม พระสงฆ์ บิด-มารดา ครูบาอาจารย์แล้วกราบ จุดธูป เทียนบูชา อธิษฐาน คืออัญเชิญให้คุณพระมาช่วยในการเสกใบพลู ท่อง นะโมฯ สามจบ แล้วสูดลมเข้าพอสบาย และอัดลมไว้ภาวนาคาถา และนึกภาพที่จะเสกไว้ตลอดเวลา ปลายลมแล้วให้เป่าลมออกทางปากเบาๆ ยาวๆ ไปยังของที่เสกคือใบพลู ขณะเป่าลมออกก็ภาวนาคาถาไปด้วย ภาวนาคาถาตลอดเวลา
เอาใบพลูมาวางไว้ในฝ่ามือที่พนมอยู่ ยกมือที่พนมอยู่นั้นไว้ห่างจากปากประมาณ ๑ คืบ คือให้ใบพลูอยู่ห่างจากปาก ๑ คืบนั่นเอง ใบพลูวางแบนตามฝ่ามือ จะมีใบพลูโผล่ออกมาจากฝ่ามือบ้างก็ได้ นึกภาพใบพลูไว้ตลอดเวลา และภาวนาคาถา "เทาะฬ่อ" ไว้ทั้งเวลาอัดลมหายใจไว้ และในเวลาเป่าลมออกทางปากเป่าให้ได้ประมาณ ๗ ครั้งเหมือนกันเสร็จแล้วก็เอาใบพลูนั้นพับเคี้ยวกลืนลงไปหมด ขณะเคี้ยวใบพลูกินนั้นให้หายใจเข้าและอัดลมหายใจไว้ ภาวนา "เทาะฬ่อ" ไปด้วยเคี้ยว ใบพลูไปด้วย เมื่อกลืนหมดแล้วสักครู่ก็ทดลองแทงดูได้ เวลาทดลองแทงก็อยู่ในจังหวะอัดลมหายใจไว้และภาวนา คาถา "เทาะฬ่อ" โดยภาวนาให้เร็วให้ถี่ขึ้น


****การทดลองนี้มีวิธีการดูว่า การเสกใบพลูของเรานั้นใช้ได้หรือยัง โบราณท่านให้ ลองเคี้ยวใบพลูดูว่าก่อนเสกรสชาติอย่างไร รอผ่านไปอีก1ชั่วโมงหรือ1วัน ค่อยทำการเสกใบพลูเมื่อเสกใบพลูแล้วถ้าเคี้ยวแล้วมีรสเปรี้ยวถือว่าใช้ได้ลองได้เลย***

วิชานี้ผมอ.เอก ธนกร และอ.อิท พิชิตชัย เรียนมาจากหลวงพ่อจอมเทพปราณีแห่งวันนินสุขาราม

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาปูนคาดคอ

วิชาปูนคาดคอ

         สวัสดีครับลูกศิษย์ทุกคน วันนี้อาจารย์ เอก ธนกร เปิดกรรมพลิกดวง     (สำนักสักยันต์ตำหนักปู่ฤาษี108) จะเล่าเรื่อง  "วิชาปูนคาดคอ"  โบราณท่านว่าเป็นวิชาแต่งคนคุ้มพล(เป็นวิชาที่แม่ทัพสมัยโบราณ์ใช้เสกปูนแล้วแบ่งให้ทหารใต้การบังคับบัญชาไ
ปออกรบ เพื่อคุ้มครองชีวิตให้อยู่ยงคงกระพันธ์) วิชานี้ท่านว่า  เสกปูน 1 ครั้ง คุ้มครองไป7คน   วิชานี้ผม อ.เอก และอ.อิท เรียนมาจากหลวงพ่อจอมเทพปราณี แห่งวัดนินสุขาราม

>>>สอนวิชาคงกระพัน<<<
คาถาปูนคาดคอสุดยอดคงกระพัน

               "อุนุยัง อุนุยัง อุนุยัง อุนุยัง"

         เป็นคาถาปูนคาดคอที่มีคติความเชื่อว่าผู้ที่คาดปูนนี้จะอยู่ยงคงกระพัน หนังเหนียวทนต่อ "คมหอกคมดาบ" และยังสามารถนำไปถ่ายทอดต่อได้อีก ๗ คน ซึ่งจะทำให้มีความอยู่ยงคงกระพันเฉกเช่นเดียวกัน นอกจากนี้มีคติความเชื่อด้วยว่า "หากจะคุ้มครองทุกขณะ จะต้องเสกปูนคาดคอ ทุกค่ำเช้า วันละสองครั้ง และจะต้องทำจนกว่า จะครบ ๕ ปี ถึงจะไม่ต้องเสกปูนคาดคอแล้ว จะคงกระพันอยู่ตัว"

>>>ขั้นตอนการทำวิชนี้ให้ขลัง<<<
๑. เตรียมดอกไม้ธูปเทียนใส่พาน  ดอกไม้กล้วยไม้สีม่วง1กำ สีขาว1กำ   ธูป ๓ ดอก เทียนจำนวน ๒ เล่ม  หาปูนที่กินกับหมากไว้เล็กน้อย (ใช้ปูนที่ไม่ใส่สีเสียด) เอาเงินบูชาครูใส่ในพานดอกไม้ธูปเทียน ๖ บาท เมื่อเสร็จพิธีแล้วเอาเงิน ๖ บาทนี้ไปทำบุญทำทาน

๒. จุดธูปเทียนบูชาพระ โดยจุดธูปเทียนแล้ว กราบพระ ๕ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ตั้งใจเคารพพระพุทธเจ้า แล้วจึงกราบ ครั้งที่ ๒ ตั้งใจเคารพพระธรรม ครั้งที่ ๓ ตั้งใจเคารพพระสงฆ์ ครั้งที่ ๔ ตั้งใจเคารพบิดามารดาของตนและกราบลงไป แล้วตั้งใจเคารพครูอาจารย์ กราบลงครั้งที่ ๕ หลวงปู่จันทร์และหลวงพ่อจอมเทพปราณี

๓. เอาปลายนิ้วชี้ไปแตะปูนให้ปูนติดอยู่ปลายนิ้ว แล้วนั่งพนมมือในท่านั่งพับเพียบหรือท่านั่งขัดสมาธิก็ได้ ยกมือที่พนมมาไว้ใกล้ปากให้ปลายนิ้วชี้ที่มีปูนติดมาอยู่ห่างปากประมาณ ๑ คืบ ทดลองเป่าลมออกจากปากเบาๆ ยาวๆ ไปที่ปูน ถ้าลมที่เป่านั้นไม่ตรงปูน ที่ปลายนิ้วชี้ ก็เลื่อนมือให้ลมที่เป่านั้นตรงไปที่ปูนพอดีต่อไปให้หลับตา นั่งนิ่งไม่ขยับมือไม่ขยับหน้าไม่ลืมตา ตั้งใจว่าในใจ ดังต่อไปนี้

ข้าพเจ้าขออัญเชิญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ ขอให้มาช่วยเสกปูนนี้ ให้เป็นปูนคงกระพันด้วยเถิด”

“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุธธัสสะ”


๔. สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วอัดลมไว้ ไม่หายใจเข้าไม่หายใจออกจิตนึกถึงภาพปูนที่นิ้วชี้ตลอดเวลาภาวนาคาถา  "อุนุยัง"  ตลอดเวลา เมื่อภาวนาไปจนถึงปลายลม คือ ประมาณ 3 นาที แล้วให้เป่าลมออกทางปากเบาๆ ยาวๆ เป่าไปที่ปูน การภาวนาให้มีความสม่ำเสมอไม่ใช่เร็วบ้างช้าบ้าง ขณะเป่าก็ภาวนาคาถาและนึกถึงภาพปูนอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเป่าไปที่ปูนได้ประมาณ 3นาทีแล้ว ให้เอาปลายนิ้วชี้ที่มีปูนติดอยู่แตะปลายลิ้น  ชิมดูว่าปูนนั้นรสชาติเป็นอย่างไร รู้สึกจืด รู้สึกเค็ม รู้สึกหวาน หรือรู้สึกขม รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็แสดงว่าอำนาจจิตได้ส่งไปที่ปูนมากพอแล้ว จึงทำให้รสของปูนเปลี่ยนไปได้ ถ้าเป็นปูนธรรมดาไม่ได้เสก เอามาแตะที่ลิ้นจะกัดลิ้นมีอาการแสบและรู้สึกเหมือนของมีคมกรีด ปูนที่เสกได้ดีแล้ว เวลาแตะลิ้นรสจะเปลี่ยนไปแปลกๆ หรือรู้สึกเฉยๆ รู้สึกเย็นๆ บางทีก็มีแสบบ้างเล็กน้อยก็ใช้ได้ ปูนยังกัดลิ้นรู้สึกแสบมากต้องเสกใหม่ ทำซํ้าอย่างที่เคยทำจนใช้การได้ไม่กัดลิ้น

ต่อไปหายใจเข้าอัดลมไว้เอานิ้วชี้ที่มีปูนติดแตะไว้ ข้างคอ ภาวนาคาถา ๑ จบว่า “อุนุยัง” พร้อมกับลากนิ้วชี้ข้ามคอมาอีกด้านหนึ่งเรียกว่าเอาปูนคาดคอ ลากนิ้วมายาวประมาณ ๑ นิ้วหรือ ๒ นิ้ว ก็ได้ให้ข้ามกึ่งกลางคอมาอีกทางหนึ่ง ทำดังนี้แล้วก็เป็นอันว่าทำให้คงกระพัน เสร็จแล้ว จะทดลองฟันหรือแทงดูก็ได้ แต่เนื่องจากวิชาคงกระพันทำให้หนังเหนียวป้องกันการเจ็บการชํ้ายังไม่ได้ ต้องเป็นวิชาชาตรีจึงไม่เจ็บไม่ช้ำเมื่อสมาธิดีคือถึงขั้นกลาง จึงเรียนวิชาชาตรีได้ ดังนั้นเวลาทดลองให้ดึงหนังที่แขนซ้ายระหว่างข้อศอกถึงข้อมือออกมาให้หนังที่แขนยืดออก มาแล้วเอามีดปลายแหลมกดลงที่หนังเตรียมทดลอง แทง คือ ให้ปลายมีดแตะหนังไว้ เตรียมกดด้ามมีดลงแรงๆ

ก่อนจะกดปลายมีดลง ให้สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด อัดลมหายใจไว้ ภาวนาคาถาบทที่ ๑ ซึ่งมีสามคำ ภาวนาได้ประมาณ ๗ จบ ก็เริ่มกดมีดลงไปได้ ขณะที่เริ่มกดมีดลงไปก็ภาวนาคาถาไว้เรื่อยๆ ภาวนา ให้ถี่คือเร็วขึ้นจะช่วยให้เจ็บน้อยภาวนาไปได้อีกประมาณ ๙ จบ ก็ให้เลิกกดมีดลงไปให้ยกมีดขึ้นการดึงหนังที่แขน จะให้ผู้อื่นช่วยดึงให้ก็ได้

นี้คือวิชาปูนคาดคอที่แม่ทัพนายกองสมาัยก่อนและนักเลงนิยมใช้กันมากเพราะเชื่อว่าอยู่ยงคงกระพันธ์ดี  หวังว่าลูกศิษย์ทุกคนจะได้ความรู้ไปไม่มากก็น้อย  แต่เหนื่อสิ่งอื่นใดคือต้องเป็นคนดี เพราะของดีจะอยู่กับคนดี

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาพรหมหลงโลก (วิชาสายหลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราชบำรุง )

วิชาพรหมหลงโลก (วิชาสายหลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราชบำรุง )
สวัสดีครับลูกศิษย์ทุกๆท่าน วันนี้ผม อ.เอก ธนกร  เปิดกรรมพลิกดวง วันนี้ผมมีเรื่องราวของวิชาเมตตาชั้นสูงวิชาหนึ่ง ชื่อวิชาว่า "พรหมหลงโลก" มาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านกัน
>>>มีมาของวิชา "พรหมหลงโลก (เริ่มต้นจากวิชานะปถมัง)<<<

[ " เริ่มแรกเมื่อครั้งต้นปฐมกัป โลกนี้ยังเป็นที่ว่างเปล่าอยู่ พื้นแผ่นดินยังเพิ่งจะงวดจากน้ำ เริ่มจะเกิดเป็นพื้นดินขึ้นมา ท้าวสหัมบดีพรหมได้เล็งญาณลงมาแลเห็นดอกบัวโผล่พ้นระลอกน้ำขึ้นมา ๕ ดอก ก็ทราบด้วยญาณว่าในกัปนี้จะบังเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์ เป็นกำเนิดแห่งภัทรกัปอันประเสริฐยิ่ง แล้วจึงได้หยิบหญ้าคาทิ้งลงมาบนพื้นน้ำ น้ำนั้นก็งวดเป็นแผ่นดินขึ้น มีกลิ่นหอม เหล่าพรหมได้กลิ่นง้วนดินต่างลงมาเสพกิน ติดรสง้วนดินนั้นมิอาจกลับคืนสู่พรหมโลกได้ จึงได้ตั้งรกรากเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบมาจนทุกวันนี้ ฉะนั้นก่อนจะเล่าเรียนคัมภีร์ปถมังจึงต้องกล่าวคำนมัสการสหัมบดีพรหมดังนี้
" โองการพินทุนาถังอุปปันนัง พรหมาสหัมปตินามะ อาทิกัปเป สุอาคะโต ปัญจะปทุมมังทิสวา นะโมพุทธายะวันทะนัง" ]
จึงถือได้ว่าวิชานี้เป็นวิชาชั้นสูง เพราะขนาดพระพรหมผู้ที่อิ่มทิพย์ไม่ต้องกินอาหารแล้วท่านยังอดใจไว้ไม่อยู่ต้องลงมากินงวนดินบนโลกนี้ แล้วนับภาษาอะไรกับชายและหญิง ผู้เป็นมนุษย์เดินดินมีกิเลส
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน คุณพ่อของผมเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อสร้อย วัดเลียบราชบำรุง ผมเองได้เห็นหลวงพ่อสร้อยตั้งแต่ผมเป็นเด็กจนกระทั้งผมโตขึ้นมาเรียนช่างกล ในช่วงนั้นเองก็เป็นช่วงที่กำลังโตเป็นหนุ่มก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีความรัก
ผมเองก็เคยแอบคุณพ่อไปสักยันต์ แต่สักเป็นน้ำมัน แต่คุณพ่อก็รู้และพูดว่า มึง!!!ไปแอบสักมาหรอ!!!มึงพยายามอย่าไปให้ใครเค้าสักให้นะ!!! เพราะหลวงพ่อสร้อยเค้าเขียนหัวเขียนหลังลงยันต์ไว้ให้ตั้งแต่เด็กๆ แล้วพ่อของผมก็พาไปหาหลวงปู่สร้อยให้หลวงปู่เขียนยันต์ให้ แต่ช่วงนั้นหลวงพ่อสร้อยเริ่มป่วยหนัก หลวงพ่อสร้อยเลยบอกให้ไปหาพระอาจารย์อู๊ด ลูกศิษย์เอกของหลวงพ่อ( พระครูสุวรรณประภัสสร อดีตเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บำรุง จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันมรณะแล้ว) ซึ่งในปีนั้นพระอาจารย์อู๊ดท่านได้มาช่วงหลวงพ่อสร้อยรับแขกช่วงไล่ผีแก้คุณไสย์ ส่วนการดูดวงตกเป็นหน้าที่ของพระอาจารย์มหาประเสริฐ อัตตสาโร (ศิษย์เอกของหลวงพ่อสร้อยด้านการดูดวง)
ผมก็ได้เไปใช้พระอาจารย์อู๊ดท่านลงยันต์พรหมหลงโลกให้พอลงเสร็จก็ได้ลองวิชาเลย เพราะในวันนั้นที่วัดมีงานวัดพอดี ผมเห็นลูกแม่ค้าขายน้ำสวยเลยเข้าไปจีบ ก่อนเดินเข้าไปก็อธิฐานว่า ขอให้วิชาพรหมหลงโลกที่ได้ลงไปในวันนี้ จงช่วยให้ข้าพเจ้าจีบผู้หญิงคนนี้ติด แล้วมันก็น่าประหลาดใจเพราะว่าพอเราเดินไปชวนคุยน้องเค้าดูมีใจให้เราทั้งที่มีคนมาเชิงจีบๆเค้าเยอะ!!! ในวันนั้นจึงขอเบอร์โทรและคุยกันจนในที่สุดก็คบกันเป็นแฟนอยู่ช่วงหนึ่งตามภาษาเด็กวัยรุ่น
วิชานี้ผมเชื่อถือมากเพราะตั้งแต่เรียนวิชามายังไม่ได้เห็นว่ามีที่ไหนเค้าใช้วิชานี้ ถือได้ว่าเป็นวิชาเอกสายหลวงพ่อสร้อย วัดราษฎร์บำรุง ที่ผมได้เรียนจาก พระอาจารย์อู๊ด ลูกศิษย์เอกของหลวงพ่อ( พระครูสุวรรณประภัสสร อดีตเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บำรุง จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันมรณะแล้ว)
สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณที่ทุกท่านติดตามอ่านและให้ความสนใจ ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรส่งมาถามกันได้นะครับยินดีต้อนรับทุกท่าน