Powered By Blogger

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คาถาไก่เถื่อน

สวัสดีครับลูกศิษย์และท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผม อ.เอก ธนกร สำนักสักยันต์ปู่ฤาษี108  ได้นำบทความดีๆมาให้ท่านรู้จักวิชาอันโด่งดังในสมัยก่อนที่ได้ชื่อว่าดีทั้งเมตตามหาเสน่ห์และคงกระพันธ์ชาตี

คาถาไก่เถื่อน
สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน)

สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรมหาเถร ทรงมีประรามเดิมว่า สุก ประสูติเมื่อวันศุกร์ขึ้น 10 ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช 1095 ตรงกับวันศุกร์ ที่ มกราคม พุทธศักราช 2276 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ พระองค์ทรงเป็นชาวกรุงเก่า ไม่ปรากฏพระนามบิดามารดา

เด็กชายสุกมาอยู่ศึกษาเล่าเรียนกับพระอาจารย์ของท่านตั้งแต่อายุ 12-13 จนล่วงเลยมาหลายปีอายุท่านก็จะย่างเข้า 20-21 ปี บิดา-มารดา ปละพระอาจารย์ของท่าน เห็นว่าท่านสมควรที่จะบรรพชา-อุปสมบทได้ อีกทั้งท่านต้องการที่จะอุปสมบท เพื่อทดแทนคุณบิดามารดา

ครั้งนั้นท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดอรัญวาสีที่เป็นวัดหลวงแห่งหนึ่ง ในที่บางแห่งได้บันทึกไว้ว่าท่านอุปสมบทที่วัดโรงธรรม เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้นามทางพระพุทธศาสนาว่าญาณสังวโรภิกขุ อุปสมบทแล้วจึงกลับมาอยู่วัดเดิมกับพระอาจารย์ของท่าน โดยพระอาจารย์ของท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์

เมื่อถึงคราวออกธุดงค์ ท่านก็ได้ธุดงค์ไปกับอาจารย์ของท่านอีกเช่นเคย จนกระทั้งสิ้นบุญอาจารย์ท่าน ต่อมาท่านก็ได้ออกธุดงค์เดี่ยวด้วยจิตใจที่กล้าแข็งมุ่งมั่น บางครั้งไปพบอาจารย์ในระหว่างทาง ท่านก็ตามอาจารย์นั้นไปเรียนวิชาเพิ่มเติม ถ้าได้ข่างที่ไหนมีอาจารย์ดีๆ พระองค์ท่านก็จะดั้นด้นไปผากเรียนวิชา มีทั้งวิชากรรมฐาน วิชาสูญทกลา-จันทกลา วิธีเดินจิตรักษาตัวเอง รวมทั้งวิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาญาณโลกุตร 19 รวมทั้งวิชาทำธาตุ

บางครั้งพระองค์ท่านก็ไปจำพรรษาวัดต่างเมือง 1 ปี บ้าง 1 เดือนบ้าง จึงกลับมาวัดเดิม ในตำนานกล่าวไว้ว่าท่านเคยไปศึกษาเล่าเรียนพระกรรมฐานเพิ่มเติมที่ วัดกุฎีดาว อันเป็นวัดอรัญวาสีของกรุงศรีอยุธยา ท่านยังเคยได้ธุดงค์ไปประเทศราช เช่น ลาวเขมร โดยเฉพาะทางเหนือ คือ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน อันเป็นเมืองประเทศราช และที่เมืองลำพูนนี้เองท่านได้พบของดีอย่างหนึ่งดังจะได้กล่าวต่อไป

รุกขมูลเมืองเหนือพบพระคาถาไก่เถื่อน

ในปีต่อมา เมื่ออกพรรษาแล้ว ท่านก็ได้ไปธุดงค์อีกเช่นเคย ครั้งนี้ท่านต้องการไปทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ หัวเมืองฝ่ายเหนือนั้นบางคราวก็อยู่ในอำนาจของพม่า บางคราวก็อยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา ฉะนั้นบ้าน วัดในหัวเมืองเหนือจึงเต็มไปด้วยบ้านร้าง วัดร้าง เมืองเป็นป่า ป่าเป็นเมืองวัดเป็นป่า ป่าเป็นวัด พระที่ธุดงค์ไปทาเหนือ จะต้องมีวิชาแก่กล้าถึงจะไปไกลๆได้โดยไม่มีอันตราย

แต่ในครั้งนั้นหัวเมือง ผ่ายเหนือตกอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระอาจารย์สุกไป ครั้งนั้นไปปักกลดตามป่าบ้าง วัดร้างบ้าง วันหนึ่งท่านเดินมาที่วัดร้างในป่าแห่งหนึ่ง ณ เมืองลำพูน เมื่อมาถึงท่านก็ได้เดินสำรวจที่สำหรับปักกลดมาถึงที่แห่งหนึ่ง พบแผ่นหินแผ่นหนึ่งท่านจึงปักกลดที่ข้างแผ่นหินนั้น พอตกเวลากลางคืนเงียบสงัดท่านก็เข้าที่ภาวนา

เมื่อท่านภาวนาอยู่นั้น ท่านก็ได้เห็นนิมิตเป็นอักษรขอมโบราณ พอรุ่งเช้าท่านก็ออกบิณฑบาตกลับมาฉันเรียบร้อยแล้วท่านจึงรวบมุ้งกลด จึงใช้สมาธิมองไปที่แผ่นหินนั้น ท่านก็เห็นอักษรอยู่ใต้หินแผ่นหิน ท่านจึงหงายแผ่นหินขึ้นพบอักษรภาษาขอมเป็นคาถา 16 ตัว

ท่านจึงท่องจำพระคาถานั้นให้ขึ้นใจแล้วท่านจึงพัก ณ ที่นั้นอีกหนึ่งคืน กลางดึกคืนนั้นท่านก็นั่งเข้าที่ภาวนาพระคาถานั้น จึงทราบว่า คาถานี้ คือ คาถา "ไก่เถื่อน" รุ่งเช้าอีกวันฉันอาหารบิณฑบาตแล้ว ก็นั่งภาวนาอีก สักครู่ก็มีไก่ป่า จำนวนมากมารุมล้อมท่าน ท่านจึงรู้ว่าคาถานี่ดีทางด้านเมตตา และสามารถเรียกได้ต่างๆ พระคาถามีความดังนี้

เว ทา สา กุ กุ สา ทา เว

ทา ยะ สา ตะ ตะ สา ยะ ทา

สา สา ทิ กุ กุ ทิ สา สา

กุตะ กุ ภู ภู กุ ตะ กุ

หลวงปู่สุกท่านถอนกลดเดินทางในป่านั้น เดินไปเรื่อยๆ จนใกล้ค่ำ จึงปักกลด ตกกลางคืนก็เข้าที่ภาวนา พอเช้าฉันบิณฑบาตแล้ว ตอนสายแก่ๆ ท่านก็ภาวนา พระคาถาไก่เถื่อนอีก คราวนี้มีไก่ป่ามามากมายหลายสายพันธุ์มารุมล้อมท่าน บางตัวก็ขึ้นไปยืนบนเข้าท่านทั้งสองข้าง ท่านจึงทราบว่า เป็นคาถาที่ทำให้ไก่ป่าเชื่องได้ ปละเป็นคาถาที่ใช้สร้างสมในทางเมตตาบารมี

ต่อมาเมื่อท่านไปปักกลดที่ไหนเพียงนึกถึงไก่ป่าเท่านั้น ยังมิได้ภาวนาพระคาถาไก่เถื่อน ก็มีไก่ป่ามารุมล้อมตัวท่านแล้ว นับได้ว่าท่านได้สำเร็จเมตตาบารมีไปอีกขั้นหนึ่ง แล้ว ไก่ป่านี้เป็นสัตว์ที่เชื่องคนยากมาก เมื่อเห็นคนหรือได้กลิ่นมนุษย์ ก็จะบินหนีหลบซ่อนทันที โดยที่คนไม่ทันได้เห็นตัวมัน

ดังจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับไก่ป่า ในนิราศธารทองแดง ในพระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ กล่าวถึงไก่ป่าไว้ว่า

ไก่ป่าเจ้าเสียงเตี้ย
เห็นคนก่นวิ่งบิน
ไก่ป่าขันเจี่อยแจ้ว
ลูกเมียเขี่ยหากิน
เห็นคนก่นวิ่งบิน
ซอกซอนซ่อนตัวเร้น
พาลูกเมียเขี่ยหากิน
เข็นเร็นรอกซอกซอนหาย

กลางดิน
กกเหล้น
ถาบตื่น
พุ่มไม้สูญหาย

[size=3] ด้วยเหตุที่หลวงปู่สุก พระองค์ท่านอบรมบารมีมาในเมตตา และเมื่อพระองค์ท่านเป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้ว พระคาถานี้จึงเรียกว่า พระคาถาพระยาไก่เถื่อน ตั้งแต่นั้นมา ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คาถาไก่เถื่อนนี้เป็นคาถาที่สร้างสม ในทางเมตตาบารมี

แต่มีที่มาที่กล่าวไว้ในหนังสือ พระประวัติและพระนิพนธ์ สมเด็จพระอริยวงศาญาณฯ สังฆราชสุก ไก่เถื่อน ญาณสังวร ของนายสุเชาวน์ พลอยชุม ได้เขียนไว้ว่า
"หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบได้ในขณะนี้ คือ จารึกที่ฐานพระพุทธรูป "พระเจ้าล้านทอง" ที่เมืองพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ จารึกโดยพระติกขปัญญาเถระ ปละพระพลปัญญาเถระ เมื่อ พ.ศ. 2069 พระคาถานี้ในทางภาคเหนือเรียกกันว่า พระคาถาไก่แก้วกุกลูก และหลักฐานอื่นๆ เกี่ยวกับคาถาไก่เถื่อนนั้นมาในชั้นหลังของสมเด็จพระสังฆราชสุก เสียส่วนมาก"

เมื่อหลวงปู่สุกออกป่า และได้ประสบเหตุการณ์ต่างๆ ในป่าเขา ท่านก็ได้รอดพ้นมาด้วยพระคาถาไก่เถื่อนนี้ คนในสมัยนั้นเรียกพระคาถานี้ว่า เป็นพระคาถาที่เกิดจากอกหลวงปู่สุก หมายถึง เกิดจากการปฏิบัติธรรม ยังมีคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีการใช้ และสรรพคุณ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนพระธรรมดังนี้

๑. พระคาถาไก่เถื่อนนี้ผู้ใดภาวนาได้ 3 เดือน ทุกๆวันอย่าได้ขาด ผู้นั้นจะมีปัญญาดังพระพุทธโฆษาจารย์
๒. แม้สวดเทศนาร้องหรือพูดจาสิ่งใดให้สวดเสีย สามที่ มีตบะเดชะนัก
๓. แม้สวดได้ถึงเจ็ดเดือนอาจสามารถรู้ใจคน
๔. ถ้าสวดได้ครบ 1 ปี มีตบะเดชะนัก ทรงธรรมรู้ยิ่งกว่าคนทั้งหลาย
๕. แม้จะเดินทางไกลให้สวด 8 ทีเป็นสวัสดีแก่คนทั้งหลาย

๖. ให้เสกหินเสกแร่ไว้สี่มุมเรือน โจรผู้ร้ายเข้าปล้นสะดมมิได้ ผีร้ายมิกล้าเข้ามาในเขตบ้าน คร้ามกลัวยิ่งนัก คนเดินไปถูกเข้าก็ล้มลงแล แพ้อำนาจแก่เรา
๗.ให้เขียนอักขระนี้ลงเป็นยันต์ประสาท ลงด้วยเงินก็ดี ทองก็ดี เอาพระคาถานี้เสก 3 คาบไปเทศนาดีนักเป็นเมตตาแก่คนทั้งหลายให้เขียนยันต์ประสาทนี้ไว้กันเรือน กันโจรภัย อันตรายทั้งหลาย

๘. เสกปูน ใส่บาดแผลและฝีดีนัก
๙. เสกน้ำมันงาใส่กระดูกหัก
๑๐. เสกเมล็ดข้าวปลูกงอกงามดีนัก
๑๑. เสกน้ำมนต์พรมของกำนัลไปให้ขุนนางท้าวพระยา รักเราแล
๑๒. เสกหมาก เมี่ยงทางเมตตา
๑๓. ต้องยาแฝด ต้องภัยอันตรายต่างๆก็ดี ให้เสกส้มป่อยหายสิ้นแล
๑๔. พระคาถานี้ผู้ใดทรงไว้มีปัญญามาก

ขอบคุณที่มา http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=18.0

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาเรียกน้ำมันงาเข้าตัว(คงกระพันชาตรี)

วิชาเรียกน้ำมันงาเข้าตัว(คงกระพันชาตรี) สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ผมอาจารย์เอก ธนกร วันนี้ผมจะเล่าเรื่องวิชา "วิชาเรียกน้ำมันงาเข้าตัว" เป็นวิชาสายนี้ สามารถทำให้เป็นคงกระพันชาตรีได้ เมตตาได้ มหาอำนาจได้ สุดแล้วแต่ผู้ปลุกเสกจะให้เป็นวิชาอะไร การที่ผมบอกว่าอยู่ที่ผู้ปลุกเสกนั้นหมายถึงการวางอารมณ์และคาถาในการปลุกเสกให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่จะใช้งาน
>>>การเรียกน้ำมันงาเข้าตัวนั้นมี2วิธีใหญ่ๆ วิธีที่1 ขั้นง่าย(เด็กๆก็ทำได้) นำน้ำมันงามาปลุกเสกแล้วทาตัวหรือคลึงช้าๆบนฝ่ามือให้น้ำมันค่อยๆซึมเข้าสู่ตัวและฝ่ามือ วิธีที่2 ขั้นเทพ(ยากมาก) เทน้ำมันใส่ในขันสัมฤทธิ์วางลงบนหน้าอก(นอนภาวนา) แล้วท่องบนคาถาไปจนกว่าน้ำมันจะหายเข้าสู่ตัวหมด >>>>ขั้นตอนในการเรียกน้ำมันเข้าตัว 1.ให้จุดธุปเทียนบูชาพระพุทธ แล้วอาราธนาศีล5 ชุมนุมเทวดา 2.นำน้ำมันงา วางด้านหน้าพระพุทธ แล้วท่องคาถาด้านล่างนะครับ >>>คาถาเรียกน้ำมันงาเข้าตัว 1.เสริมทางคงกระพันธ์ ท่องว่า นะมะพะทะ จะภะกะสะ สะกะภะจะ (เวลาท่องทำอารามรณ์ให้กล้าหาญ) 2.เสริมทางคงกระพันธ์ ท่องว่า นะกะนะกะ นะพะสะสุ สะสุ (เวลาท่องทำอารามรณ์ให้กล้าหาญ) 3.เสริมทางคงกระพันธ์ ท่องว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง กันอันตรายะ อิติคงกระพันธ์ (เวลาท่องทำอารามรณ์ให้กล้าหาญ) 4.เสริมทางเสน่ห์ ท่องว่า โอมศรีๆ เมตตาเห็นหน้าเอ็นดูด้วย นะโมพุทธายะ (เวลาท่องทำอารามรณ์ให้เมตตา คิดว่าเราหล่อ เราสวยแบบสุดๆ)
5.เสริมทางเสน่ห์ ท่องว่า อิทะคะมะ อิธิเจ ตะโส คันหาหิ ทามะสา สัตถาเทวะ มึงเห็นหน้ากูทุกคน สานัง พุทโธภะคะวาติ (เวลาท่องทำอารามรณ์ให้เมตตา คิดว่าเราหล่อ เราสวยแบบสุดๆ) 6.เสริมทางมหาอำนาจ ท่องว่า ตมัตถังปกาเสนโต ตัวกูชื่อว่า พญาราชะสีห์โห สัตถาอาหะ ไกรสรราชสีห์ วิยะ อิมัง คะถะมาหะ (เวลาท่องทำอารามรณ์ให้ดุๆ คิดว่าเรามีอำนาจคนเห็นเราต้องเกรงใจ) วันนี้หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ไปไม่มากก็น้อยนะครับ อย่ารู้เรื่องอะไรถามมานะครั้บ

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คงกระพันชาตรี ๖ ประเภท

คงกระพันชาตรี ๖ ประเภท **(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ผู้ศึกษาและทดลองเองจึงรู้เองเท่านั้น) สวัสดีครับลูกศิษย์ทุกคน วันนี้เรายู่อยู่ในเรื่องของ "คงกระพันชาตรี " ว่า วิชาไสยศาสตร์ที่ทำให้พ้น อันตรายจากอาวุธนั้นแบ่งออกได้เป็น ๖ ประเภท คือ
วิชาคงกระพัน .....เป็นวิชาที่ทำให้ร่างกายมนุษย์อยู่คงต่ออาวุธทั้งปวง ฟันแทงไม่เข้า ถ้าจะฆ่าให้ตายต้องใช้ไม้แทงทะลุทวารหนัก เท่านั้น แบ่งเป็นวิชาย่อยต่างๆ เช่น ...............๐ การเสกของกิน วิธีนี้เรียกว่าอาพัด เช่น อาพัดเหล้า อาพัดว่าน ...............๐ เสกฝุ่นผงน้ำมันทาตัว หรือปูนแดงป้ายลูกกระเดือก ...............๐ การเรียกของเข้าตัว เช่นน้ำมันงา หรือประกายเหล็กเพื่อให้คงทนเยี่ยงเหล็ก เป็นต้น .....การเรียกประกายเหล็กเข้าตัวนี้มีกรรมวิธีที่พิศดารมาก คือ ให้นำเหล็ก ที่มีประกายเวลากระเทาะหินมานั่งับไว้ตรงรูทวารหนัก หลังจากนั้นจึงบริกรรม คาถาเรียกประกายเหล็กเข้าตัวทุกวัน เมื่อเวลาผ่านไปให้นำเหล็กกระเทาะหินดู หากหินนั้นมีประกายอยู่ให้บริกรรมต่อไป หากหินนั้นหมดประกายแล้วก็แสดงว่า ประกายเหล็กถูกเรียกเข้าตัวหมดแล้ว วิชาชาตรี .....เป็นวิชาที่ใช้ป้องกันอาวุธให้ฟันแทงไม่เข้าได้เช่นเดียวกับ วิชาคงกระพัน วิชานี้ทำให้ตัวเบากระโดดได้สูงและอาวุธที่มากระทบตัวนั้นนอกจากไม่ระคายผิวหนังแล้ว ยังไม่รู้สึกเจ็บอีกด้วย วิชานี้มีจุดอ่อน คือ หากถูกตีด้วยของเบา เช่น ไม้ระกำ ไม้โสนกลับเป็นอันตรายได้ วิชาแคล้วคลาด .....เป็นวิชาที่ทำให้อันตรายที่จะมาถึงตัวนั้นหลีกเลี่ยงไป และแม้จะถูกทำร้ายซึ่งหน้าก็ดี อาวุธนั้นก็จะมีเหตุให้บังเอิญพลาดเป้าไป มีทั้งการใช้เครื่องราง เช่น ตะกรุด และคาถาอาคม วิชานี้รวมถึง วิชาพรหม 4 หน้า ที่นักมวยคาดเชือกใช้บริกรรมเพื่อให้คู่ต่อสู้ชกไม่ถูกเพราะเห็นเป็นหลายหน้าด้วย วิชามหาอุด .....เป็นวิชาที่เกิดขึ้นในชั้นหลัง ใช้กันปืนให้เกิดอาการขัดลำกล้อง ยิงไม่ออก ดังคำว่า อุด มีทั้งที่เป็นคาถาภาวนา และเครื่องรางเช่น ตะกรุดที่อุดหัวอุดท้ายแล้ว ตลอดจนกระทั่งลูกปืนที่ด้านแล้วก็นำมาใช้ลงคาถามหาอุดเช่นเดียวกัน ด้วยถือคติว่าแม่ย่อมไม่ฆ่าลูก ผู้ใช้จะปลอดภัยไปด้วย
วิชาแต่งคน .....วิชานี้แม่ทัพนายกองในสมัยโบราณใช้คุ้มกันทหารในกองทัพ มักนิยมเสกน้ำมัน ใช้ปูนป้ายลูกกระเดือก หรือเสกหมากให้กินก็ได้ วิชาล่องหนหายตัว .....วิชานี้กล่าวว่าเมื่อผู้ฝึกถึงขั้นจะสามารถ กำบังตนและพาหนะไม่ให้คู่ต่อสู้มองเห็นได้ *ซึ่งยังมีวิชาปลีกย่อยอีกมากมายในตำราพิชัยสงครามที่อาจจัดเข้าหมวดหมู่ที่จัดไว้หรือแยกไปตากหาก เช่น สมานแผล เป็นต้น การอยู่คงกระพันชาตรีตามที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเวทมนต์ทำให้เป็นไป แต่ยังมีสิ่งที่อยู่คงได้โดยไม่ต้องใช้คาถา เราเรียกของจำพวกนี้ว่า"ทนสิทธิ์"ได้แก่พวกคต แร่ เขี้ยว งา และว่านยาทั้งปวง ที่มีคุณสมบัติทำให้อยู่คงได้ ซึ่งการอยู่คงนี้มีหลายประการนัก นอกจากที่กว่าวมาแล้วท่านยังจำแนกการอยู่คงไว้ดังนี้ "บ้างอยู่ด้วยรากไม้ไพรว่าน บ้างอยู่ด้วยโอมอ่านพระคาถา บ้างอยู่ด้วยเลขยันต์น้ำมันทา บ้างอยู่ด้วยสุราอาพัดกิน บ้างอยู่ด้วยเขี้ยวงาแก้วตาสัตว์ บ้างอยู่ด้วยกำจัดทองแดงหิน บ้างอยู่ด้วยเนื้อหนังฝังเพรชนิล ล้วนอยู่สิ้นทุกคนทนศาสตรา"
การอยู่คงด้วยว่านและยานั้น เฉพาะพวกที่อยู่คงด้วยยานั้น ก็ได้แก่พรรณไม้ที่เป็นเครื่องยาต่างๆ บางทีก็ใช้รากยานั้นมาเสกเช่น รากว่านเถ้าหนังแห้ง กลิ้งกลางดง หนุมารนั่งแท่น รากหางนกกระลิง รากตำเลีย รากกระเช้าผีมด รากพระยายา รากมะตูมหรือเช่นบรเพ็ด ไพร ขมิ้น เหล่านี้เอามาเสกเข้าแล้วจึงกินไป ทำให้เนื้อหนังอยู่คง ส่วนคาถาที่เสกนั้นก็ให้ไช้ตามบทคาถาที่วางไว้ในคำภีร์ต่างๆ ว่าไว้ดังนี้ เสกไพร "อะระหังคารัง เพชคังคารัง อะระหังจังเหล็ก เพชคังจังเหล็ก อะระหังตรีเพชชคงคง" เสกขมิ้น "กะระมะถะ กิริมิถิ กุรุมุถุ เกเรเมเถ พุทธังคงทรหด ตใจหนัง ธัมมังคงทรหดมังสังเนื้อ สังฆังคงทรหดอัตถิกระดูก อิสวาสุคงคง ตรีเพชชคงคง" เสกบอระเพ็ด "นะอิเพชชคงอรหังสุคโตภควา โมติพุทธะสังเพชชคงอรหังสุคโตภควา พุทปิอิสวาสุเพชชคงอรหังสุคโตภควา ธาโสมะอะอุเพชชคงอรหังสุคโตภควา ยะภะอุอะมะเพชชคงอรหังสุคโตภควา "


สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าลูกศฺษย์และทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ คงจะได้ความรู้ไปไม่มากก็น้อย ถ้าท่านมีความสนใจอยากรู้เรื่องอะไร ขอให้บอกผม ผมจะมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านกัน